Custom Search

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รับลมหนาว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รับลมหนาว แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564

รับลมหนาวดูแลสุขภาพ กับ สมุนไพรไทยนานาชนิด

รับลมหนาวดูแลสุขภาพ กับ สมุนไพรไทยนานาชนิด

          หลังจากที่ทนร้อนกันมานาน  ฤดูหนาวก็เริ่มก้าวมาเยือน หลายคนอาจรอคอยสัมผัสสายลมหนาวกันให้ชุ่มฉ่ำใจ แต่หารู้ไม่ว่าอากาศหนาวๆ นี่แหละที่เป็นตัวการของโรคภัยไข้เจ็บหลากหลายชนิด และมิหนำซ้ำลมหนาวที่กำลังโชยมายังส่งผลกระทบต่อผิวของสาวๆ  โดยตรงอีกด้วย หากไม่รีบป้องกันเสียตั้งแต่ตอนนี้เดี๋ยวสวยไม่ทันเพื่อนไม่รู้นะ

          แพทย์หญิงกานต์ชนก พานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง กล่าวแนะนำวิธีการดูแลผิวพรรณในช่วงหน้าหนาวว่า  มีวิธีการง่ายๆ อันดับแรกคือ ดื่มน้ำให้ได้อย่างต่ำวันละ 10 แก้ว (แก้วละ 180 ซีซี.) และควรรับประทานผัก ผลไม้ จำพวกที่ให้วิตามินซีแก่ร่างกายได้มาก  โดยส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว  เช่น ส้ม มะนาว กีวี มะขาม มะเฟือง มะไฟ ซึ่งช่วยในการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณเรียบเนียน  ผิวสดใส  ไม่ซีดเซียว ควรรับประทานสดๆ หากปั่นหรือคั้นก็ควรดื่มทันที ไม่ควรแช่ตู้เย็นทิ้งไว้นานๆ เพราะวิตามินซีจะสลายตัวได้เร็ว

          สำหรับการรับประทานอาหาร  ในช่วงฤดูหนาวควรเลือกรับประทานอาหารที่ร้อนและปรุงเสร็จใหม่ๆ  ควรมีรสเปรี้ยวอมขมเล็กน้อยและรสเผ็ด  เช่น  แกงส้มดอกแค แกงขี้เหล็ก แกงป่า สะเดาน้ำปลาหวานและน้ำพริก  ผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพรในฤดูต่างๆ  ก็ เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน ส่วนการเลือกเครื่องดื่มในช่วงหน้าหนาวนี้ ควรจะเป็นเครื่องดื่มร้อนๆ เช่น น้ำขิง ชาสมุนไพร เพื่อช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด ซึ่งป้องกันการเป็นหวัดในช่วงนี้ได้อีกทางหนึ่งด้วย

          การดูแลและรักษาสุขภาพกายให้แข็งแรงนั้น  ไม่จำเป็นว่าจะต้องรับประทานยาหรืออาหารเสริมต่างๆ  เท่านั้น  เพราะในผักและผลไม้ไทยที่หาได้ง่าย  มีราคาถูก  และมีสรรพคุณทางยา  จำพวกพืชผักสมุนไพร ซึ่งเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เผ็ดร้อนที่สามารถหามารับประทานหรือนำมาปรุงอาหาร ได้ง่าย ได้แก่

          กระเทียม  เป็นพืชที่มีมีกลิ่นหอมฉุนเผ็ดร้อน  สามารถป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตันและกล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานเฉียบพลัน  ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูง และปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด  รักษาโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้  นอกจากนี้ ยังสามารถป้องกันโรคหวัด วัณโรค คอตีบ ปอดบวม ไทฟอยด์ มาลาเรีย คออักเสบและอหิวาตกโรคได้อีกด้วย

          ขิง  ขิงเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจัดอยู่ในพืชตระกูลเดียวกับข่า  กระชาย  ถือว่าเป็นพืชที่มีสรรพคุณหลากหลาย สามารถช่วยรักษาอาการป่วยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในฤดูหนาวได้

          โหระพา  เป็นไม้ล้มลุกใบมีสีเขียว  ลำต้นสีม่วงหรือแดงเข้ม  สรรพคุณช่วยแก้ไข้ ปวดศรีษะ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ ขับพยาธิ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย ช่วยเจริญอาหาร

          พริกไทย  เป็นสมุนไพรที่ถูกใช้เป็นเครื่องเทศ  และยังใช้แต่งกลิ่นอาหารมานานแล้ว  นอกจากนี้  พริกไทยยังมีสรรพคุณทางยาคือ  ช่วยให้เจริญอาหาร  ขับลม  แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ และยังช่วยบรรเทาอาการไข้ได้อีกด้วย

          "การ ดูแลร่างกายในช่วงอากาศหนาวเย็น  ควรอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นและเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่หนา แต่บางครั้งการอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าอาบน้ำเย็น  เพราะ น้ำมันที่ผิวหนังจะถูกชะล้างออกไป นอกจากนี้ การปกป้องผิวระยะยาวด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ติดฉลากว่าปราศจาก น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในทางการแพทย์ นอกจากนี้  การป้องกันอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันด้วยการหมั่นใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว พรรณที่มีส่วนผสมของมอยซ์เจอไรเซอร์เข้มข้นพิเศษ  ที่สามารถเก็บกักน้ำและความชุ่มชื่นบนผิวเราได้เป็นอย่างดี เพียงเท่านี้ผิวก็จะคืนความนุ่มชุ่มชื่น  สุขภาพดี  ไม่ลอกเป็นขุย ยิ้มรับลมหนาวได้ตลอดฤดูกาลแล้วล่ะค่ะ" แพทย์หญิงกานต์ชนกกล่าวเสริม

ยามเมื่อลมหนาวมาเยือน

อากาศหนาว .. หนาวกาย .. หนาวใจ .. กายสั่น .. ใจสั่น (แต่คงไม่ใช่เพราะหนาว) .. เมื่อเผลอ ก็เพ้อ...
บรรยากาศยามเย็นในฤดูหนาว ช่างทำร้ายความรู้สึกของคนเคยมีคู่เสียจริงยิ่งดึกอากาศเย็นก็ยิ่งทวี เสียงเด็กวัยรุ่นคุยกัน เสียงรถมอเตอร์ไซค์ ที่เล็ดลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างซึ่งปิดไม่สนิท...มาหาสาระดีๆกับอากาศหนาวๆเย็นกันดีกว่า.....
เมื่อลมเย็นเริ่มพัดโชย ความชื้นในอากาศก็เริ่มลดลงตามไปด้วย นั่นหมายถึงกิจวัตร การดูแลผิวที่ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวบางอย่างที่เคยใช้ได้ผลมาตลอด อาจแรงเกินไปสำหรับผิวในช่วงนี้ การให้ความชุ่มชื้นแบบเดิมๆ อาจไม่เพียงพอเสียแล้ว และนี่คือ 10 เรื่อง ที่คุณต้องปรับเปลี่ยนความเคยชิน และทำให้ดีกรีความผุดผ่องของผิวไม่ลดลง

    1. อย่างละเลยริมฝีปากอีกต่อไป

ที่ แรกซึ่งมักจะรู้สึกถึงลมหนาวก่อนอื่นใดก็คือริมฝีปาก เนื่องจากริมฝีปากไม่มีต่อมไขมัน อีกทั้งโครงสร้างผิวที่ค่อนข้างบาง และมีหลอดเลือดอยู่ชิดกับผิวหนังชั้นบน ริมฝีปากจึงเกิดอาการแห้งและแตกได้ง่าย วิธีดีที่สุดในการเยียวยาริมฝีปากก็คือ การขัดลอกเซลล์ผิวที่แห้งแตกเป็นประจำ และทาลิปบาล์มที่ไม่มีส่วนผสมอันระคายเคือง อย่างเช่น เปปเปอร์มินต์หรือเมนทอล สำหรับคนที่ริมฝีปากแห้งอย่างมาก ลองหาลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของโคคัวบัตเตอร์หรืออัลมอนด์ออยล์คนที่ต้องการ การปกป้องน้อยหน่อยลองเลือกแบบที่ผสมเชียบัตเตอร์

    2. อย่าอาบน้ำอุ่นนานเกินไป

การ อาบน้ำอุ่นสบายอาจฟังดูเย้ายวนใจในหน้าหนาว แต่มันจะพรากเอาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติไปจากผิว ฉะนั้น อย่าอาบน้ำนานนัก และอย่าให้อุณหภูมิของน้ำสูงเกินไป จากนั้น ซับผิวพอหมาด ๆ แล้วรีบทาครีมหรือออยล์ตอนที่ผิวยังชื้น ๆ อยู่ เพื่อตรึงความชุ่มชื้นเอาไว้ในผิว หลีกเลี่ยงการหยดน้ำมันลงในน้ำอาบ เพราะน้ำมันส่วนใหญ่มักจะไหลลงไปในท่อมากกว่าอยู่บนผิว อีกทั้งมันยังทำให้อ่างอาบน้ำลื่นและเป็นอันตรายได้และยังมีงานวิจัยที่แสดง ให้เห็นว่าน้ำมันอาจทำให้สารทำความสะอาดเกาะติดอยู่กับผิวเป็นเหตุให้เกิด การระคายเคืองและความแห้ง

    3. อย่าลืมขัดผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง

คุณ อาจไม่อยากให้ผิวแห้งแตกเป็นขุยและหลุดร่อนออกมา แต่การขัดลอกเซลล์ผิวเป็นอีกเรื่องหนึ่งมันเป็นเรื่องของการผลัดผิว และแทนที่ด้วย เซลล์ผิวใหม่ที่เรียบเนียนกว่าและปกป้องผิวได้ดีกว่า และเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องความแห้ง การผลัดเปลี่ยนเซลล์เป็นหน้าที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของผิวที่สุขภาพดี แต่เนื่องจากความเสียหายจากแสงแดด จากความแห้งในอากาศ ทำให้ผิวต้องการความช่วยเหลือในการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวอย่างมีประสิทธิภาพ คุณควรขัดลอกเซลล์ผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยใช้สครับที่มีเม็ดขัดอันอ่อนโยน นอกจากจะช่วยเผยเซลล์ผิวใหม่ที่แข็งแรงกว่าแล้ว ยังทำให้ผิวสามารถดูดซับความชุ่มชื้นได้มากขึ้นด้วย

    4. อย่าทำความสะอาดผิวรุนแรงเกินไป

สำหรับ ผิวกาย คุณควรใช้สบู่ที่ปราศจากน้ำหอมและอ่อนโยนต่อผิวที่สุด และควรหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ยาฆ่าเชื้อโรค ซึ่งจะขจัดน้ำมันออกจากผิวของคุณ ส่วนผิวหน้าเปลี่ยนมาใช้เคลนเซอร์แบบอ่อน ๆ อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวชนิดใดก็ตามที่ทำให้ผิวรู้สึกแห้งและตึง

    5. ดูแลมือและเท้าให้มากขึ้น

        มือและเท้าเป็นอีกส่วนของร่างกายที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของความหนาวเย็น ชัดเจนที่สุด ถ้ามือของคุณต้องสัมผัสกับน้ำบ่อยๆ ทาครีมทุกครั้งหลังจากโดนน้ำ แต่ถ้าผิวยังคงแห้งอยู่ ลองทาครีมและห่อมือด้วยถุงมือพลาสติกทิ้งไว้สักครู่ คุณจะตกใจกับผลที่แตกต่างอย่างชัดเจนสำหรับเท้า ปรนนิบัติมันสัปดาห์ละสามครั้ง ด้วยการแช่เท้าในอ่างน้ำอุ่นผสมเกลือทะเลและน้ำมันสองสามหยด หลังจากนั้น ให้ทาครีมหรือน้ำมันที่ให้ความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ เช่น เชียบัตเตอร์หรืออัลมอนด์ออยล์

    6. ปรับเปลี่ยนการใช้ผลิตภัณฑ์สักหน่อย

        ผิวของคุณต้องปรับตัวอย่างมาก ในการรับมือกับอากาศที่เย็นและแห้ง คุณควรลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ขัดลอกเซลล์ผิว อย่างเช่น AHA ลงบ้าง เนื่องจากมันอาจทำให้ผิวแห้งมากขึ้น และทำให้ผิวระคายเคืองได้ นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงพวกแอสตริงเจนต์ที่มักจะทำให้ผิวแห้งลงไปอีกด้วย ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องสิว คุณอาจจะยังคงใช้ยาทา เพื่อการรักษาได้ แต่ควรปรับเล็กน้อย เช่น ถ้าใช้เรติน-เอ อาจขอให้หมอเปลี่ยนจากแบบเจลเป็นสูตรครีมที่ชุ่มชื้นชื้นและระวังการใช้ AHA ให้มากขึ้น เนื่องจากมันอาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองมากขึ้นได้

    7. เพิ่มอาหารผิวให้มากขึ้น

       การต่อสู้ที่ดีที่สุดมาจากภายในการกินวิตามินรวมที่มีไบโอฟลาโวนอยด์ ไบโอติน วิตามินเอ ซี ดี อี ทองแดง สังกะสี และแมงกานีส ช่วยให้ผิวคงความมีสุขภาพดี แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ อาหารที่อุดมไปด้วย กรดไขมันจำเป็น ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์ผิวให้มีสุขภาพดีด้วยการเพิ่ม Epithelial Cells ซึ่งจะผลัดตัวโดยไม่ทำให้เกิดอาการอักเสบ กรดไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า -3 และโอเมก้า -6 พบมากในถั่ว เมล็ดพืช และยังมีมากในน้ำมันหลายชนิด เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน อีฟนิ่งพริมโรส เป็นต้น ลองเพิ่มน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสในอาหาร 1,300 มก. ต่อวัน เพื่อให้แน่ใจว่าผิวไม่ขาดกรดไขมันจำเป็น

    8. เติมความชุ่มชื้นอย่าได้ขาด

        เพื่อเติมและตรึงความชุ่มชื้นไว้ในผิวให้ได้มากที่สุด คุณอาจต้องเปลี่ยนมาใช้มอยสเจอไรเซอร์แบบเข้มข้นขึ้น มอยสเจอไรเซอร์แบบที่มีส่วนผสมของน้ำมัน จะมีประสิทธิภาพในการปกป้องการสูญเสียความชุ่มชื้นมากกว่า หรืออาจเลือกครีมที่มีสารให้ความชุ่มชื้น อย่างเช่น ยูเรียแล็กเทต (Urea Lactate) แล้วทามอยสเจอไรเซอร์ เพื่อตรึงความชุ่มชื้นไว้อีกที ก็จะช่วยปกป้องผิวจากความแห้งกร้านได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การใช้มาส์กให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ก็ช่วยได้อย่างมากอีกด้วย แต่ในกรณีที่คุณผิวมัน อากาศที่แห้งและเย็นไม่ได้หมายความว่าคุณต้องชโลมผิวด้วยมอยสเจอไรเซอร์ใน ทันที แต่ควรรอสัก 15 นาทีหลังล้างหน้า ถ้าหน้ายังแห้งตึงอยู่ ค่อยทามอยสเจอไรเซอร์ในบริเวณที่แห้งตึง ไม่เช่นนั้น คุณอาจเสี่ยงกับการทำให้ผิวมันเยิ้มมากขึ้น

    9. ดื่มน้ำให้มาก ๆ

       การดื่มน้ำช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติเอาไว้ได้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้เซลล์ชุ่มชื้น และช่วยนำสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ผิว ตามหลักการอายุรเวทน้ำที่ดื่มควรจะมีอุณหภูมิเดียวกับห้องหรืออุ่นเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และกาเฟอีนที่ทำให้ร่างกายและผิวขาดน้ำ

    10.ปกป้องแสงแดดเสมอ

      แสงแดดไม่ว่าจะเจิดจ้าหรือหมุ่นมัว ก็ยังมีรังสีที่ทำร้ายผิวได้อยู่ดี และผิวเสียจากแดดจะอุ้มความชื้นไว้ได้น้อยลง หน้าหนาวจึงไม่ได้หมายความถึงการงดใช้ครีมกันแดด แต่คุณอาจใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดผิวกายมากขึ้น ซึ่งทำให้สามารถงดเว้นการทาครีมกันแดดที่ผิวกายได้ แต่ยังต้องทาครีมกันแดดที่มี SPF15 เป็นอย่างน้อยบนผิวหน้าเสมอ

    ดูแลผิวด้วยธรรมชาติ   

    เริ่มวันใหม่ด้วยการอาบน้ำอุ่น แต่ก่อนที่จะก้าวออกจากฝักบัว เปิดน้ำเย็นราดตัวสัก 15 วินาที แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่นอีกครั้ง และเปลี่ยนเป็นน้ำเย็น สลับไปมาราว 2 นาที นี่คือหลักการง่าย ๆ ของวารีบำบัดที่ช่วยทำให้กระปรี้กระเปร่าขึ้น ด้วยการกระตุ้นการไหล่เวียนโลหิตทั่วร่างกาย ฉะนั้น ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ค่อยสนุกกับกระบวนการนี้นัก แต่คิดว่ามันดีกับคุณแค่ไหนเอาไว้ก็แล้วกัน

    ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว นี่เป็นตำรับของจีนซึ่งช่วยให้ร่างกายมีพลังวังชา มันจะดีท็อกซ์ระบบของคุณ รวมทั้งตับและกระเพาะปัสสาวะ หมายความว่าร่างกายคุณจะสามารถทำความสะอาดเลือดได้เร็วกว่า และกำจัดสารพิษที่ทำให้ผิวเสียได้ดีขึ้น

    นอนให้พอ เงินไม่อาจซื้อประโยชน์ของการนอนหลับสนิทยามค่ำคืนได้ ระดับออกซิเจนของคุณจะลดลงเมื่อคุณนอนไม่พอ หมายความว่าการเติบโตของเซลล์ผิวใหม่จะช้าลง ทำให้ความร่วงโรยเข้ามาเยือนผิวเร็วขึ้น ลองนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงเพื่อที่จะได้ประโยชน์สูงสุดแก่ผิว

รายการบล็อกของฉัน